บันทึกคนทำค่าย

posted on 19 Oct 2012 13:16 by yuithiwa in Life directory Diary

                วันปฐมนิเทศนิสิตใหม่ชั้นปีที่ 1 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พี่ก้อง ทรงกลด บางยี่ขัน ศิษย์เก่าคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ได้รับเชิญมาพูดที่หอประชุมจุฬาฯ ฉันเป็นหนึ่งในนิสิตใหม่จำนวนกว่าพันชีวิตที่นั่งอยู่ในหอประชุมบ่ายวันนั้น เรื่องเดียวที่ฉันจำได้จากการฟังบรรยายของพี่ก้องคือ พี่ก้องแนะนำให้ทำค่าย เพราะมันจะกลายเป็นประสบการณ์ที่มีค่า และเราจะไม่มีวันได้กลับไปทำเช่นนั้นอีกหลังจากผ่านพ้นสี่ปีในรั้วมหาวิทยาลัย

                คำแนะนำว่าให้ “ทำค่าย” นี้ ได้ติดอยู่ในใจฉันมาโดยตลอด ไม่ใช่เพราะว่าฉันอยากทำค่าย แต่เป็นเพราะสงสัยว่าทำไมพี่ก้องถึงแนะนำให้ “ทำค่าย” เพราะในการใช้ชีวิตสี่ปีของการเป็นนิสิตจุฬาฯ มีอะไรมากมายนอกเหนือจาก “ค่าย” ให้ทำ ทำไมพี่ก้องไม่แนะนำให้เข้าห้องสมุดบ่อยๆ หรือเข้าชมรม หรือจัดทริปไปเที่ยวพักผ่อนในช่วงปิดเทอม หรือแนะนำอย่างอื่น ทำไมต้องเป็น “ทำค่าย” ?

                เพื่อให้คลายความข้องใจสงสัยในข้อนี้ ฉันจึงตั้งใจเอาไว้เลยว่า ในสี่ปีที่อยู่จุฬาฯ ฉันจะต้อง “ทำค่าย” สักครั้งหนึ่ง โดยที่ในใจคาดหวังเอาไว้แล้วว่า สิ่งที่จะได้จากการทำค่ายคือ “ประสบการณ์”

                เวลาผ่านไปปีครึ่ง ฉันก็ได้ทำค่ายสมความตั้งใจ ค่ายนี้เป็นค่ายแนะแนวและสอนน้องๆ ม.ปลายในจังหวัดเชียงราย โดยมีพี่ๆ นิสิตจุฬาฯ ที่เป็นคนเชียงรายเป็นแกนนำหลัก ร่วมกับพี่ๆ จุฬาฯ จากจังหวัดอื่นๆ ที่พวกเราชาวเชียงรายไปล่อลวง เอ๊ย! ชักชวนมาร่วมทำค่ายด้วยกัน

                จริงๆ แล้ว ก่อนที่จะมาเป็นค่ายเจ็ดวันนี้ มีคนหลายคนที่ต้องเหนื่อยกับการทำให้ค่ายค่ายนี้ได้จัดขึ้น เท่าที่ฉันรู้ มีคนส่วนหนึ่งที่ต้องวิ่งเรื่องขอใช้สถานที่ในการจัดค่าย ต้องติดต่อขอสปอนเซอร์และทำหลายๆ อย่างเพื่อให้ได้งบประมาณมาจัดทำค่าย ต้องจัดตารางสอนให้ลงตัว ต้องรวบรวมเอกสารประกอบการสอนจากสต๊าฟสอนแต่ละวิชาเพื่อเย็บเป็นรูปเล่มให้ทันก่อนวันค่าย แม้ว่าต้องเรียน ต้องสอบ และต้องทำโปรเจคจนแทบไม่มีเวลานอน แต่คนเหล่านั้นก็สามารถหาเวลามาเตรียมค่ายได้อย่างน่าอัศจรรย์

                ตัวฉันเองเป็นสต๊าฟค่ายคนหนึ่ง เมื่อเขานัดประชุมจังหวัดกัน ก็เข้าบ้างไม่เข้าบ้าง ตามแต่สถานการณ์ขณะนั้นจะเอื้ออำนวย ได้เห็นพัฒนาการของค่าย ที่ค่อยๆ ก่อรูปขึ้นในความคิดของฉันทีละน้อยจากการฟังความคืบหน้าของค่ายที่เพื่อนๆ พูดในที่ประชุม จนเมื่อประมาณ 2 เดือนก่อนที่จะมีค่าย ก็โดนเพื่อนเมท (รูมเมท) ที่ชื่อป่าน ชักชวนให้เป็นสต๊าฟสอนวิชาภาษาอังกฤษ ป่านเป็นหัวหน้าฝ่ายวิชาการของค่าย ที่กำลังปวดหัวเรื่องจำนวนสต๊าฟสอนที่น้อย ไม่เพียงพอกับจำนวนน้องค่าย ตอนที่ป่านชวน สิ่งแรกที่แวบเข้ามาในความคิดของฉันคือ “ไม่เอา” เพราะลำพังตัวเองยังเอาไม่ค่อยจะรอด จะไปสอนคนอื่นได้อย่างไร หรือบางอย่างฉันก็เข้าใจของฉันเอง และไม่เคยสอนใครเลย พอได้คิดทบทวนดีๆ อีกทีก็คิดได้ว่า ลองดูก็ดีเหมือนกัน นี่ถือเป็นโอกาสที่ฉันจะได้ถ่ายทอดสิ่งที่ฉันมี สิ่งที่ฉันคิด และสิ่งที่ฉันเข้าใจ รวมถึงจะได้พัฒนาข้อบกพร่องของตัวเองด้วย ฉันจึงตอบตกลงเป็นสต๊าฟสอนวิชาภาษาอังกฤษให้กับน้องๆ ห้องสายศิลป์ของค่ายในที่สุด

                หลังจากตอบตกลงเป็นสต๊าฟสอน งานที่ตามมาคือการเตรียมชีทสอน ซึ่งทำให้ฉันต้องมานั่งศึกษาแกรมมาของภาษาอังกฤษอย่างละเอียด มันไม่ใช่แค่ลอกมาใส่ แต่เป็นการทำความเข้าใจใหม่ทั้งหมด จากที่คิดไว้ว่าทำวันเดียวก็เสร็จ ก็กลายเป็นทำหลายวันก็ไม่เสร็จ หลายวันที่เตรียมชีทสอนนั้น ฉันสนุกกับการเรียนเอง และคิดเองว่าจะสอนอะไรน้องๆ ดี

                อีกงานหนึ่งที่รับผิดชอบคือ “หนังสือค่าย” ซึ่งรวบรวมข้อมูลและรูปของพี่ค่ายและน้องค่ายทุกคน และยังมีคอลัมน์ประวัติของจุฬาฯ เพลงค่ายและบูมค่าย คอลัมน์แนะแนวคณะต่างๆ ของจุฬาฯ คอลัมน์คำศัพท์ที่ใช้กันในค่าย และคอลัมน์อื่นๆ อีกสองสามคอลัมน์ ซึ่งผู้ที่ทำหนังสือค่ายนี้ เขามีชื่อเรียกสวยๆ ว่า “สาราณียกร” ซึ่งฉันก็ไม่รู้ว่าแปลว่าอะไร รู้แค่ว่าฉันจะทำหนังสือให้สวย น่าอ่าน และน่าเก็บที่สุด โดยเฉพาะคอลัมน์แนะแนวคณะต่างๆ ของจุฬาฯ ฉันจะให้พี่ๆ สต๊าฟค่ายนี่แหละช่วยกันเขียน แต่ละคนเขียนเรื่องของคณะตัวเอง ดีกว่าไปก๊อปปี้ของใครไม่รู้มาแปะ ส่วนคอลัมน์พี่สต๊าฟค่าย ฉันอยากให้มีถ้อยคำที่พี่สต๊าฟทุกคนพูดกับน้องๆ ค่าย เมื่อน้องๆ อ่านแล้วจะได้มีกำลังใจในการเรียน การสอบเข้ามหาวิทยาลัย และนึกถึงพี่ๆ และค่ายนี้ได้ ฉันพยายามรวบรวมข้อมูลของทั้งสองคอลัมน์หลักๆ นี้ตั้งแต่ก่อนถึงวันค่าย เพื่อหนังสือจะได้เสร็จทันวันปิดค่าย

                ก่อนวันค่ายสองวัน พวกเราเหล่าสต๊าฟออกเดินทางจากกรุงเทพฯ โดยรถทัวร์หนึ่งคันที่เช่าเหมาทั้งคัน ก่อนรถจะออกมีพี่บัณฑิตจังหวัดเชียงรายหลายคนมารอส่งด้วย เนื่องจากพี่ๆ ติดภารกิจ ไม่สามารถไปช่วยทำค่ายได้ จึงส่งกำลังใจไปให้แทน สต๊าฟค่ายถึงแม้จะนั่งรถคันเดียวกัน แต่ก็ไม่ได้รู้จักกันทุกคน บางคนถึงจะรู้จักก็รู้จักแต่ชื่อ ไม่เคยได้คุยกันอย่างจริงจังแม้จะอยู่จังหวัดเดียวกัน ยิ่งสต๊าฟที่มาจากจังหวัดอื่นๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง บรรยากาศในรถจึงค่อนข้างเงียบเหงา จนถึงตอนสายๆ พวกเราก็ไปถึงจังหวัดเชียงราย

                เจ็ดวันที่อยู่ค่าย เราชาวค่ายไม่มี “กิจวัตร” มีแต่เรื่องที่ไม่ซ้ำซากจำเจเลย แม้ฝ่ายวิชาการจะจัดตารางสอนไว้อย่างเรียบร้อย หรือฝ่ายกิจกรรมจะวางแผนกิจกรรมของทุกวันเอาไว้แล้ว แต่ในแต่ละวันก็มี “เรื่อง” แวะเวียนเข้ามาอย่างสม่ำเสมอไม่เคยขาดสาย ทั้งปัญหาใหญ่ ปัญหาเล็ก ปัญหาจุกจิก เรื่องที่คาดไว้แล้ว เรื่องที่ไม่เคยคิดถึงมัน หรือเรื่องที่ไม่คิดว่ามันจะเป็นปัญหาแต่มันกลับเป็นปัญหาได้ แต่ละวันพวกเราชาวสต๊าฟไม่เคยรู้เลยว่าจะได้เข้านอนกี่โมง หรือจะได้นอนไหม จะได้อาบน้ำไหม จะได้สระผมวันไหน จะทันไปกินข้าวพร้อมน้องๆ ค่ายไหม เพราะเรายังเคลียร์งานบางอย่างไม่เสร็จ เรายังมีเรื่องให้ต้องคิด ต้องทำ ต้องตระเตรียม เราอาจไม่ตื่นตรงเวลา แต่เราทำทุกอย่างได้ทันเวลา ทุกๆ คืนหลังจากน้องๆ เข้านอน พวกเราทุกคนก็มานั่งคุยปัญหากัน และหาข้อสรุป หาทางแก้ร่วมกัน เอาคอมเม้นต์จากน้องๆ มานั่งคุยกัน เพื่อปรับปรุงวันพรุ่งนี้ให้ดีขึ้น และแจกแจงงานของวันถัดไปให้สต๊าฟทุกๆ ฝ่ายได้รับทราบและเข้าใจตรงกัน

                อาจเพราะปกติเป็นคนไม่นอนดึก ไม่เคยนอนตีสามแล้วตื่นเจ็ดโมงเช้า ฉันจึงตื่นไปสอนน้องแบบเบลอๆ ทั้งๆ ที่เป็นคาบแรกของวัน คนสอนก็ง่วงนอน คนเรียนก็เลยง่วงนอนไปตามๆ กัน หรืออาจเป็นเพราะลักษณะการพูดที่เนิบช้า ไม่ค่อยเล่นมุขตลก น้องๆ ก็เลยดูนิ่งๆ กัน หรือเพราะเป็นวันแรก จึงยังเขินๆ กันอยู่ น้องๆ ก็เลยไม่ค่อยมี feedback เท่าไหร่ เรื่องจริงก็คือ มันเป็นการสอนครั้งแรกของฉัน ฉันจึงประหม่าไปบ้าง สิ่งที่สอนไปก็ไม่ได้ตรงกับที่ตั้งใจจะสอนนัก และยอมรับว่าสอนแบบมึนๆ แต่ฉันก็ตั้งใจเต็มที่ โชคดีที่ได้มุก เพื่อนนิเทศที่มาค่ายด้วยกันมาช่วยอธิบาย ฉันบอกน้องไปตรงๆ เลยว่าภาษาอังกฤษต้องเรียนจากความเข้าใจ ไม่ใช่การท่องจำ เพราะฉะนั้นฉันจะไม่สอนเนื้อหาให้น้องๆ จำ แต่จะสอนในแบบที่ฉันเข้าใจ สอนว่าฉันเข้าใจมันอย่างไร และน้องๆ ควรจะเรียนภาษาอังกฤษอย่างไร วันต่อๆ มาก็เช่นกัน การสอนของฉันจึงออกไปในทางแนะแนวทางมากกว่า ไม่ค่อยได้สอนเนื้อหาอย่างอัดแน่นเท่าไหร่นัก

                วันท้ายๆ ของค่ายฉันใช้ชีวิตในแบบที่ไม่มีกำหนดเวลา เรื่องต่างๆ ทั้งการประชุม การกินข้าวกับน้องบ้าน การเป็นสต๊าฟสอนหรือสต๊าฟช่วยสอน การทำกิจกรรมในช่วงกลางคืน การทำชมรม เหมือนเป็นหนังเรื่องหนึ่งที่ฉันนั่งดูมันดำเนินไป ไม่แน่ใจว่าได้ทำมันไปแล้วเมื่อคิดย้อนกลับไป แต่ฉันได้ทำมันไปแล้วจริงๆ และคนที่อยู่ข้างๆ ฉันก็คือ พี่ๆ เพื่อนๆ และน้องๆ สต๊าฟทุกคนที่ร่วมเหนื่อยไปด้วยกัน

                มีเรื่องหนึ่งที่ฉันรู้กำหนดเวลาว่าต้องทำให้เสร็จคือ หนังสือค่าย จากที่เคยคิดและวางแผนเอาไว้แล้วว่า “ยังไงก็ทัน” ก็เริ่มมารู้ตัวว่า “ไม่ทัน” เมื่อวันถึงท้ายๆ ของค่ายแล้ว การทำหนังสือค่ายครั้งนี้สอนฉันว่า ฉันไม่สามารถทำงานคนเดียวได้ สอนว่าฉันต้องรู้จักขอความช่วยเหลือจากคนอื่นบ้าง สำหรับครั้งนี้เรียกว่าเป็นโชคดีก็ได้ เพราะมีพี่ๆ เพื่อนๆ และน้องๆ ที่คอยช่วยเหลือในการทำหนังสือ ฉันได้คำแนะนำจากพี่ๆ ได้มุกช่วยพิสูจน์อักษรและจัดหน้า และคอยถามไถ่ตลอดเวลาว่ามีอะไรให้ช่วยบ้าง ได้เพื่อนสถาปัตย์ที่มารู้ทีหลังว่าชื่อตุลย์มาช่วยจัดเลย์เอ้าท์และพิมพ์ข้อมูลให้ มีมีน, เสือ, กัส มาช่วยออกแบบและทำหน้าคั่น ซึ่งฉันไม่สามารถทำให้สวยขนาดนั้นได้ มีน้องฟิวส์, น้องมาร์คช่วยถ่ายรูปรวมพี่สต๊าฟและตัดต่อรูป มีป่าน, บุ๋ม มาช่วยคัดเลือกคอมเม้นต์จากน้องๆ และพิมพ์ให้เสร็จสรรพ มีพี่เต้ช่วยถ่ายรูปน้องๆ ทั้งหมดสิบบ้าน มีเมย์ช่วยรวบรวมและพิมพ์ข้อมูลน้องๆ จำนวนร้อยกว่าคน มีบามซึ่งเป็นประธานค่ายมาช่วยหารูปจนหลับคาคอมพิวเตอร์ มีน้องเลิศมาช่วยเลือกภาพประกอบหนังสือ รวมรวบความหมายคำศัพท์ของค่าย รวมถึงพี่มิ้นท์ พี่พัดชามาช่วยให้ความหมายของคำศัพท์ด้วย มีสต๊าฟทุกคนช่วยกันสร้างเนื้อหาให้กับหนังสือเล่มนี้ และคอยถามไถ่และให้กำลังใจอยู่ตลอด จนบิวตี้ สาราณียกรอีกคนที่ช่วยกันทำหนังสือถามฉันว่า “แล้วเธอทำอะไรเองบ้าง?”...

                ...ฉันตอบบิวตี้ไปว่า “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน”

                ฉันไม่ได้เขียนคำขอบคุณไว้ในหนังสือ จึงขอเขียนไว้ ณ ที่นี้ ด้วยความสัตย์จริง หากไม่ได้ทุกๆ คนมาช่วยกันทำ หนังสือเล่มนี้ไม่มีทางเสร็จทันกำหนดอย่างแน่นอน

                ไฟล์หนังสือเสร็จสมบูรณ์ในตอนเย็นของวันก่อนวันปิดค่าย ซึ่งแปลว่าร้านถ่ายเอกสารมีเวลาทำก๊อปปี้หนังสือเกือบสองร้อยเล่มจนถึงพรุ่งนี้ตอนสายๆ ซึ่งถือได้ว่ากระชั้นชิดมากๆ เป็นเพราะคุณพ่อและคุณแม่ของบิวตี้และบิวตี้ ช่วยกันเรียงหน้าและเย็บแมก หนังสือจึงได้เสร็จทันเวลา ประมาณใกล้ๆ สิบเอ็ดโมงหนังสือก็มาถึงมือชาวค่ายทุกคน ตอนนั้นเองที่ฉันพบว่ามีข้อผิดพลาดที่ยากจะให้อภัย นั่นก็คือ มีรายชื่อน้องสต๊าฟปี 1 ตกหล่นไป 2 คน ซึ่งเกิดจากการก๊อปข้อมูลข้ามบรรทัด จากไฟล์เอ๊กเซลไปยังหน้าที่จัดเลย์เอ้าท์ และยังมีข้อมูลพี่สต๊าฟหลายคนที่เลื่อนบรรทัดไป ซึ่งเป็นความผิดพลาดที่ฉันไม่มีข้อแก้ตัวอื่นใด นอกจากว่ามันเป็นความไม่รอบคอบของฉันเอง

                หนังสือค่าย ไม่เหมือนหนังสือทั่วไป ตรงที่มันรวมเอาความรู้สึกของคนทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับค่ายเอาไว้ ดังนั้น การตรวจพรู๊ฟก่อนพิมพ์เป็นรูปเล่ม จึงสำคัญมากๆ และไม่ทำไม่ได้ แต่ครั้งนี้ทำไม่ได้เพราะไม่มีเวลาพอ อย่างที่เกริ่นไว้ในตอนต้นคือ ฉันวางแผนผิด คิดว่าจะทัน แต่สุดท้ายมันไม่ทัน เพราะฉะนั้นนี่จึงเป็นอีกหนึ่งบทเรียนที่หนังสือค่ายสอนฉัน คือ การทำหนังสือต้องมีการตรวจพรู๊ฟ โดยหนังสือจะต้องเสร็จก่อนเวลาที่กำหนด เพื่อให้หลายๆ คนช่วยกันตรวจแก้ก่อนนำไปพิมพ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกของคนหลายๆ คน

                คืนสุดท้ายของค่าย ฉันได้รู้ว่ามีคนหลายคนที่ลงแรงไปกับค่ายนี้ รุ่นพี่หลายคนทำงานหนักกว่าจะเกิดเป็นค่ายนี้ขึ้นมา ซึ่งครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่ 12 แล้ว เมื่อก่อนค่ายนี้เคยเป็นค่ายแนะแนว ก่อนจะกลายมาเป็นค่ายสอน มีคนหลายคนต้องเสียสละและเลือกที่จะไม่ทำบางอย่างเพื่อมาค่ายนี้ รุ่นพี่ที่เคยทำค่ายได้ฝากความหวังไว้กับน้องรุ่นหลังๆ โดยที่พวกเราอาจไม่รู้ตัว

เหมือนดั่งเนื้อเพลงของค่ายท่อนหนึ่งที่ร้องว่า “คือความหวัง พี่เฝ้ามองดู เจ้าจะรู้หรือเปล่า”

                ฉันเคยร้องเพลงนี้เมื่อตอนที่เป็นน้องค่าย เมื่อค่าย 9 จนครั้งนี้มาเป็นพี่ค่ายของค่าย 12 เพิ่งจะมาเข้าใจความหมายของเนื้อเพลงในคืนก่อนวันปิดค่ายนี่เอง

                ณ ตอนนี้ ฉันเข้าใจแล้วว่าทำไมพี่ก้องถึงแนะนำให้ทำค่าย

                “ค่าย” ให้อะไรกับฉันมากกว่าประสบการณ์ ให้อะไรมากกว่าที่ฉันคิด และฉันจะไม่มีวันได้สัมผัสกับมันเลยหากไม่ได้มาทำค่าย มันคืออะไรบางอย่างที่คนที่ไม่ได้มาทำค่ายจะไม่มีวันเข้าใจ

                คนที่ไม่เคยรู้จัก ก็รู้จักกัน
                คนที่เคยรู้จักเพียงผิวเผิน ก็รู้จักกันมากยิ่งขึ้น
                คนที่รู้จักสนิทสนมกันแล้ว ก็ผูกพันกันมากกว่าเดิม
                อะไรที่ไม่เคยทำ และไม่เคยคิดว่าจะทำ ก็ได้ทำ
                สิ่งสำคัญที่เคยมองข้าม ก็ได้มองเห็น

                ฉันรักค่ายนี้...

                ...กาสะลองสีชมพู สานความรู้สู่เจียงฮาย...

 

               

Comment

Comment:

Tweet

Hot! Hot! Hot!  ง่า ผมล่ะเสียดายที่ไม่เคยออกค่ายเลย

#1 By ผ้าใบลุยสวน on 2012-10-19 16:29